วิธีเลือกซื้อหลอดไฟ ที่ประหยัดไฟ และพลังงาน

วัตต์เท่ากัน แต่ลูเมน ไม่เท่ากัน
วัตต์เท่ากัน แต่ลูเมน ไม่เท่ากัน

วิธีการเลือกซื้อหลอดไฟฟ้าประหยัดไฟ ประหยัดพลังงานนั้น เราคุ้นเคยกับการอ่านแต่ค่ากำลังไฟของหลอดไฟฟ้า นั่นก็คือ วัตต์ หรือ Watt กันมาเป็นเวลานานมากแล้ว ตั้งแต่เราใช้หลอดไฟแบบไส้กันมา เพราะหลอดไฟหลอดไส้ในสมัยก่อนนั้น เพียงแค่อ่านกำลังวัตต์ ก็เพียงพอที่จะเลือกหลอดไฟมาใช้งานได้อย่างเหมาะสมแล้ว เพราะเทคโนโลยีในสมัยก่อน กับผู้ผลิตแต่ละรายก็มีเทคนิคในการผลิตที่ไม่ค่อยแตกต่างกัน เมื่อเราเลือกหลอดตามวัตต์แบบที่เราคุ้นเคย เราก็จะได้ค่าการส่องสว่าง หรือที่เราเรียกว่า ลูเมน (lumen) ที่พอๆ กัน หรือไม่ต่างกัน แต่เมื่อมาถึงสมัยนี้ เราจะเลือกหลอดไฟ โดยดูแต่วัตต์ของหลอดไฟประหยัดพลังงานไม่ได้อีกแล้ว

advertisements

วิธีเลือกซื้อหลอดไฟ ต้องดูที่?

หลอดประหยัดไฟ ประหยัดพลังงานในสมัยนี้ ถ้าเราไม่เคยสังเกต หรืออ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์เลย แต่เลือกเอาตามความถนัดโดยเปรียบเทียบแต่วัตต์ กับราคาของหลอดประหยัดไฟเท่านั้น เราก็อาจจะได้หลอดไฟประหยัดพลังงานที่ไม่ตรงตามความต้องการของเรา นั่นก็เพราะสมัยนี้เรามักจะยึดเอาราคา โดยการเปรียบเทียบแต่วัตต์กันเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตหลายรายมองหาหนทางช่วงชิงกลุ่มลูกค้าด้วยวิธีง่ายๆ ลดต้นทุนการผลิตได้ วัตต์เท่าเดิม หลอดเล็กลง ลูเมน (lumen) หรือ ค่าความส่องสว่างน้อยลงด้วย แต่ได้กลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น เพราะกำลังวัตต์ของหลอดไฟเท่าเดิม และราคาถูกลง

รูปของหลอดไฟในตัวอย่างด้านบนนี้ เราจะเห็นว่า ขนาดของหลอดไฟทางด้านซ้าย และด้านขวา มีขนาดแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าถามว่า การเลือกซื้อหลอดไฟนั้น เราเลือกดูแต่วัตต์ของหลอดไฟ หรือลูเมน หรือไม่ หลายคนก็อาจจะตอบว่าไม่ นั่นก็เพราะโคมไฟที่ใช้กับหลอดประหยัดไฟแบบนี้ ตามบ้านของแต่ละคน ก็มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน บางทีขนาดของหลอดไฟ ก็มีผลต่อความสวยงามของโคมไฟเหล่านั้นด้วย ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเหตุผลเฉพาะราย ที่จะเลือกหลอดไฟ ตามขนาดของหลอดจริงๆ มากกว่าค่าของความประหยัดพลังงานไฟฟ้า และประหยัดเงินในกระเป๋า

วันนี้ขอพูดถึงเรื่องของความประหยัดไฟ ของหลอดไฟ ที่คนส่วนใหญ่สนใจมากกว่า เรื่องของขนาดหลอดไฟประหยัดพลังงานนะครับ อย่างที่บอกไปแล้วว่า เราไม่สามารถจะสนใจ หรือใส่ใจแต่ค่าของกำลังไฟฟ้า ซึ่งก็คือค่าพลังงานที่หลอดไฟหลอดนั้นต้องการใช้ในการส่องสว่างต่อชั่วโมง วัตต์ (watt) ซึ่งเรารู้จักกันดี และมักใช้ในการเปรียบเทียบมายาวนาน แต่ยังมีอีกตัวแปรหนึ่งที่เราต้องสนใจ นั่นก็คือ ลูเมน (lumen) หรือ ค่าความส่องสว่างของหลอดไฟด้วย ค่าความส่องสว่างนี้ ถ้าอธิบายกันแบบง่ายๆ ก็คือความคุ้มค่า หรือความประหยัด เพราะถ้าค่าตัวนี้ยิ่งมีค่าที่สูงมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับกำลังไฟฟ้า (วัตต์) ที่รับเข้าไป ก็หมายความว่า หลอดไฟหลอดนั้นกินไฟน้อย แต่ให้ความสว่างมากนั่นเอง

หลอดไฟยี่ห้อแรก มีฉลากดังรูป
หลอดไฟยี่ห้อแรก มีฉลากดังรูป
หลอดไฟยี่ห้อถัดมา ฉลากดังรูป
หลอดไฟยี่ห้อถัดมา ฉลากดังรูป

เมื่อลองเปรียบเทียบหลอดประหยัดไฟสองยี่ห้อข้างบน เราจะพบกับรายละเอียดต่างๆ ที่เราสนใจ และนำมาเปรียบเทียบความประหยัดไฟกันวันนี้ นั่นก็คือ watt และ lumen เราจะพบว่า ยี่ห้อแรกกินไฟ 8 W และให้ค่าความส่องสว่างที่ 500 lumen คิดเป็นค่าความส่องสว่างต่อพลังงานได้ (ค่าประสิทธิภาพแสง) 500/8 = 62.5 ในขณะที่ยี่ห้อที่สองกินไฟ 8 W เท่ากัน และให้ค่าความส่องสว่างที่ 430 lumen คิดเป็นค่าความส่องสว่างต่อพลังงานได้ (ค่าประสิทธิภาพแสง) 430/8 = 53.75 จากค่าที่ได้ คิดว่าหลอดไหนประหยัดไฟมากกว่ากัน? ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องหารออกมาแบบนี้ก็ได้ เพียงแค่นำตัวเลข lumen ของทั้งสองยี่ห้อมาเปรียบเทียบกัน เราก็ได้คำตอบแล้ว เพราะว่าหลอดทั้งสองกินไฟเท่ากันที่ 8 วัตต์ แต่อย่างที่บอกไปแล้ว บางทีหลายๆคนก็ไม่ได้ใส่ใจค่าเหล่านี้ เท่ากับความชอบส่วนตัว และขนาดของหลอดไฟจริงๆ เพื่อใช้กับโคมไฟที่บ้านได้อย่างสวยงาม เป็นต้น

advertisements

ส่วนค่าอื่นๆ ที่ระบุไว้

– E27 คือมาตรฐาน ชนิดของขั้วหลอดไฟ ซึ่งหลอดประหยัดไฟโดยส่วนมากที่เราใช้ๆกัน ก็เป็นขั้วมาตรฐานขนาดนี้อยู่แล้ว
– Hrs life หรือ Rated life ก็คือ อายุการใช้งานของหลอดไฟนั้นๆ เทียบกันเป็นจำนวนชั่วโมง
– Cool daylight ก็คือ หลอดไฟหลอดนี้จะให้แสงแบบกลางวัน เทียบกับตัว Color (ค่าอุณหภูมิสีของแสง) ของอีกยี่ห้อนึง ก็คือ 6500K นั่นแหละ ส่วนแสงแบบ Warm white จะให้แสงนวลๆ สบายตากว่า แต่สีของวัตถุภายใต้แสงสีนี้ ก็จะผิดเพี้ยนไปจากปกติด้วย
– CRI 84 ก็คือค่าความถูกต้องของสี (Colour Rendering Ra หรือ CRI) ซึ่งจะมีค่าระหว่าง 0-100 ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับหลอดมาตรฐานในห้องทดลอง ซึ่งหลอดโดยทั่วไปจะมีค่านี้อยู่ที่ประมาณ 70 – 80 (CRI 0-50: Poor, CRI 50-60: Fair, CRI 60-75: Good, CRI 75-100: Excellent)

หวังว่าบทความวันนี้ จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกซื้อหลอดไฟประหยัดพลังงาน มาใช้ได้ตรงกับความต้องการมากที่สุดนะครับ ถ้าใส่ใจเรื่องความประหยัดพลังงาน ก็อย่าลืมสังเกต และอ่านค่าต่างๆ บนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนการซื้อด้วยทุกๆครั้ง อย่าฟังแต่เสียงเชียร์ของเซลล์ที่ยืนอยู่ข้างๆ กับราคาโปรโมชั่นก็แล้วกัน

advertisements


Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

16 − six =

*