โคมไฟติดผนังภายนอก เปลี่ยนเองก็ได้ ง่ายดี ไม่ต้องเรียกช่าง เพราะเราทำเองได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องปิดไฟ สับเบรกเกอร์ลงหมดแล้ว สำหรับช่างประจำบ้าน ช่างที่ทำงาน DIY กันเอง ความเชี่ยวชาญจะไม่เท่ากับมืออาชีพ โดยเฉพาะเรื่องของไฟฟ้า เราทำเองได้ แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง ปิดเบรกเกอร์ให้เรียบร้อยก่อนลงมือทำงานเสมอ ห้ามลืม!!

โคมไฟส่องสว่างเวลากลางคืน เดี๋ยวนี้หลายๆ บ้าน เริ่มเปลี่ยนจากไฟหลอด 220V ไฟบ้านธรรมดาๆ มาเป็น โคมไฟ DC แบบติดแผงโซล่าเซลล์กันซะมากแล้ว ซึ่งบ้านหลังนี้ ยังใช้หลอดโคมไฟ 220V อยู่เหมือนเดิม และปัญหาของโคมไฟซ้าย-ขวา ซุ้มประตู ชุดนี้ก็คือ มันเปิดไม่ติดแล้ว เปลี่ยนหลอดไฟแล้วก็ยังใช้งานไม่ได้ เปิดไม่ติด ปัญหาจึงไม่ได้มาจากหลอดไฟเสีย แต่น่าจะมาจากขั้วของหลอดไฟมีปัญหา
เมื่อมองจากสภาพของโคมไฟเดิม ก่อนที่จะทำการเปลี่ยน จะพอมองออก มองเห็นว่า ซีลยาง หรือประเก็นยางที่หนุนรองกันน้ำ ที่ตัวโคมไฟเสื่อมสภาพไปหมดแล้ว ตัวโคมก็มีรอยแตกร้าว หากสังเกตดีๆ จะเห็นรอยแตกร้าวของตัวครอบแก้ว เป็นแถบรอยน้ำสีดำๆ ยาวจากบนลงล่าง แม้จะยังไม่แตกแยกออกจากกัน น้ำบางส่วนไหลเข้าไปที่ฐานของโคมไฟได้แน่นอน ซึ่งถ้าน้ำไหลออกจากฐานไม่ทัน หรือเกิดการอุดตันรูระบายน้ำ น้ำที่ขังอยู่ภายในก็จะอยู่ภายในแบบนั้นไปอีกนาน แม้ฝนจะหยุดตกแล้ว และความชื้นที่เกิดขึ้น ก็จะสร้างความเสียหายให้กับหน้าสัมผัสทางไฟฟ้า หรือขั้วหลอดไฟ จนเสียหายได้ บางครั้งฝนตกหนักๆ อาจจะทำให้เบรกเกอร์ทริปด้วยซ้ำ เพราะไฟลัดวงจร หรือไฟรั่วนิดๆ วิ่งไปตามน้ำฝน
เมื่อเราต้องการเปลี่ยนโคมไฟติดผนังภายนอกใหม่ ก็ต้องถอดโคมดวงเดิมออกก่อน การถอดโคมออกไม่ยาก ปกติโคมที่วางไว้ลักษณะนี้ เค้าจะมีสกรูติดอยู่รอบๆ ฐาน จำนวน 3 ตัว 3 มุม บางรุ่นก็ออกแบบให้ใช้มือหมุนเอาได้ ไม่ต้องพึ่งไขควง เหมือนในภาพนี้

เมื่อถอดเอาตัวโคมแก้วออกแล้ว ก็จะเห็นหลอดไฟ และขั้วหลอดไฟ โดยขั้วหลอดไฟ จะไม่วางติดพื้น ติดฐานโคมด้านล่าง แต่จะวางตำแหน่งให้ลอยสูงขึ้นมา ป้องกันน้ำขัง และน้ำสูงขึ้นมาถึงขั้วหลอดไฟได้

มองดูที่ฐานของโคมไฟ จะเห็นรูระบายน้ำ (เหลือรูระบายน้ำเพียงรูเดียว ในขณะที่โคมข้างกัน ด้านซ้าย มีสองรู) เมื่อน้ำฝนไหลเข้ามาที่ฐานโคมไฟได้ เพราะซีลยางเสื่อมสภาพไปตามเวลา น้ำฝนที่เข้ามาได้ ก็จะถูกระบายออกไปทางรูเล็กๆ ที่ฐานโคมไฟได้ แต่ปัญหาคือ ความชื้น และตะไคร่น้ำ ที่เกิดขึ้นได้ เมื่อมีฝุ่นละออง ตะไคร่น้ำสะสมมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นแผ่นๆ พอฝนตกลงมาอีกครั้ง แผ่นตะไคร่น้ำก็จะไปอุดตันรูระบายน้ำ น้ำไหลออกได้น้อย และช้า จนสะสมเป็นหยดน้ำอยู่ภายในโคม วนเวียนไปเรื่อยๆ แบบนี้ ขั้วหลอดไฟ ก็จะเกิดความเสียหายในที่สุด เมื่อมองขั้วหลอดไฟ จะเห็นเป็นคราบเขม่าสีดำ น่าจะเกิดการช็อต ลัดวงจร จนเบรกเกอร์ทริปมาก่อนแน่ๆ

เมื่อยกเอาโคมไฟติดผนังภาพนอกของเดิมออก จะพบข้อผิดพลาด ที่ช่างผู้ติดตั้งโคมไฟชุดนี้ทำเอาไว้ มองออกไหมครับว่าอะไร ถ้ามองเผินๆ ก็เหมือนไม่มีอะไร แต่ในกรณีนี้ ช่างผู้ติดตั้งโคมไฟติดผนังภายนอก ไม่มีความระมัดระวัง และไม่ใส่ใจกับงาน สังเกตดูปลายสายไฟ ที่ออกมาจากผนัง จะเห็นว่าสายไฟถูกพับขึ้นด้านบน แทนที่จะพับลงด้านล่าง ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้
โคมไฟติดผนังภายนอกแบบนี้ แค่ยึดติดผนังเอาไว้ด้วยสกรูเพียงสองตัว ไม่มีซีลยางกันน้ำที่ด้านหลังด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น น้ำฝนที่ไหลตามผนังบ้านลงมาด้านล่าง บางส่วนก็จะไหลผ่านด้านหลังของตัวโคมไฟชุดนี้ลงมา (สังเกตร่องรอยคราบน้ำฝน บนผนังบ้าน หลังตัวโคมไฟ) น้ำบางส่วนจะไหลมาค้างที่สายไฟ เมื่อสายไฟพับงอขึ้นข้างบน จึงเป็นการรับน้ำไปเต็มๆ น้ำก็จะไหลเข้าไปค้างในรูร้อยสายไฟ ถ้าฝนตกนานๆ น้ำก็จะไหลเข้าไปสะสมอยู่เยอะ น้ำกับไฟฟ้าไม่ถูกกัน บางบ้านบอกว่า ฝนตกทีไร เบรกเกอร์ตัดทุกที ส่วนนึงก็มาจากท่อร้อยสายไฟแบบนี้แหละ เพราะเราแน่ใจได้หรือว่า ภายในท่อร้อยสายไฟเหล่านี้ ช่างผู้ติดตั้ง เค้าไม่ได้ต่อสายไฟทิ้งเอาไว้ภายในท่อเลย แต่เลือกใช้สายเส้นเดียวยาวตลอด จากจุดนึงไปอีกจุดนึง? เมื่อมีน้ำขังภายในท่อร้อยสายไฟ จึงมีโอกาสเกิดไฟรั่วไหลได้ เบรกเกอร์จึงทริป (นี่เป็นเพียงสาเหตุเดียว แต่ละบ้านก็มีสาเหตุแตกต่างกันไป ต้องทำการตรวจสอบถึงจะรู้สาเหตุ)

มีร่องรอยของคราบน้ำฝน เป็นรอยสีดำๆ ไหลผ่านท่อ ลงมาด้านล่าง แน่นอนว่าน้ำส่วนนึงต้องไหลเข้าไปในท่อด้วย

ปลดสายไฟออก แล้วนำเอาอะคริลิคซีลแลนท์ หรือซิลิโคนซีลแลนท์ อะไรก็ได้ ตามที่เรามีติดบ้านไว้ ไม่ต้องกลัวแสงแดด เพราะจุดที่เราทำงานอยู่ภายใต้ฐานโคมไฟ แสงแดดส่องไม่ถึง แสง UV ไม่มี เลือกใช้อะไรก็ได้ มาทารอบๆ รูท่อ แต่ผมเน้นด้านบน และด้านข้าง ให้นูนออกมามากหน่อย น้ำที่ไหลลงมาจะได้หยดผ่านลงไปด้านล่าง ไม่ไหลเข้าไปในรูท่อ และปิดรูท่อไม่หมด เพื่อให้น้ำบางส่วนที่อาจจะตกค้างในท่อ ระเหยออกมาได้

เอาโคมไฟติดผนังภายนอกอันใหม่ มาวางทาบเข้าไปที่ผนังบ้าน เพื่อทำเครื่องหมาย เตรียมเจาะรูยึดพุก-สกรูให้แน่นหนา

เนื่องจากเป็นงานภายนอกอาคาร และมีโอกาสถูกน้ำฝนต่อเนื่องบ่อยๆ จึงไม่ใช้สกรูที่แถมมาให้ แต่เปลี่ยนเป็นสกรูสแตนเลส เพื่อความแน่ใจว่า ถ้าต้องถอดเปลี่ยน หรือถอดมาซ่อมบำรุงใดๆ จะยังถอดสกรูได้อยู่

เจาะฝังพุกเรียบร้อยแล้ว และต้องต่อสายไฟให้เรียบร้อยก่อนที่จะติดตั้งเข้ากับผนังบ้าน ต้องต่อสายให้แน่นหนาด้วย (ขนาดห้อยโคมไฟทั้งโคม ยังไม่หลุด นี่แค่ล้อกันเล่นน่า จริงๆ แล้วแค่ไม่มีมือถ่ายภาพ เลยจำเป็นต้องห้อยโคมเอาไว้) เดี๋ยวก็ต้องพันเทปพันสายให้เรียบร้อยแน่นหนา

เวลาพับสายไฟ ต้องให้ปลายสายห้อยลง พับลงด้านล่างแบบนี้ เวลาน้ำไหลมาบนผนัง มาเจอเข้ากับสายไฟ จะได้ไหลตามสายไฟ หยดลงไปด้านล่าง แล้วจะไม่มีน้ำไหลเข้าไปภายในท่อ หรือภายในโคมไฟได้เลย เรื่องเล็กๆ ที่ช่างบางคนไม่ใส่ใจรายละเอียด การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกบ้าน นอกอาคาร ต้องมีความละเอียดรอบคอบ และระมัดระวังให้มาก จะได้ไม่ต้องตามแก้งานกันทีหลัง หาสาเหตุไฟรั่ว มันไม่ใช่เรื่องง่าย และเสียเวลามากๆ

ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว โคมไฟติดผนังภายนอก เรื่องง่ายๆ ที่เราทำเองได้ บอกแล้วว่าง่าย ใช้เวลาไม่นานเลย ถ้าไปจ้างช่าง งานเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ เราจะรู้สึกว่าแพง เพราะค่าเดินทางมันมากกว่าค่าแรง ค่าเวลาของช่างเสียอีก อะไรที่ทำเองได้บ้าง ก็จะช่วยประหยัดเงินไปได้ไม่ใช่น้อยๆ ในยุคที่โลกเคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุดแบบนี้ งานช่างเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เอาไว้บ้าง เหมือนประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ ที่ต้องทำงานช่างกันเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในบ้านที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมืองไทยเราก็กำลังเป็นเช่นนั้น





