เรื่องราวงานช่างวันนี้ เป็นงานซ่อมที่นำมาบอกเล่าให้ฟัง มากกว่าจะเป็นการแนะนำ และบอกเล่าขั้นตอนในการทำเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้ก็ไม่ใช่งานซ่อมในปัจจุบัน แต่มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีมาแล้ว หลังจากไปค้นหาภาพเก่าๆ ในคลังภาพ ก็พบกับงานนี้เข้า และที่ไม่หยิบขึ้นมาเขียนเลย ดองเอาไว้นาน ก็เพราะไม่คิดว่าจะมีใครอยากเลียนแบบแน่ๆ สวิทช์แรงดันปั๊มน้ำที่เสียนี้ จะหาซื้อแบบเดียวกันนี้ ก็ไม่รู้จะไปซื้อร้านไหนใกล้ๆ บ้านได้ จะถามบริษัทปั๊มน้ำ ราคาเมื่อตอนนั้นก็หลักพันกว่า ตอนนี้ก็ไม่น่าลดลงสักเท่าไหร่ ร้านค้าออนไลน์ตอนโน้น ก็ยังไม่มีของขายมากมายเหมือนเดี๋ยวนี้ สรุปว่าหาซื้อยาก ต้องรอเวลา รอของอีก แต่ปั๊มน้ำพัง ใช้น้ำไม่ได้ แถมจะต้องเสียเงินหลักพัน เพราะสปริงหักเนี่ยนะ คิดไปคิดมา ลองซ่อมเองดีกว่า แล้วมันก็ใช้งานต่อมาได้จนบัดนี้

ปั๊มน้ำตัวนี้ เป็นปั๊มน้ำ แบบหลายใบพัด เสียงเบาดี ที่ซื้อมาใช้งานตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 54 โน่นแน่ะ ที่ซื้อปั๊มแพงๆ แบบนี้ก็เพราะท่านแม่ ต้องการปั๊มน้ำที่เสียงเบาๆ บอกรำคาญเสียง จะซื้อปั๊มยี่ห้อญี่ปุ่นๆ ที่คุ้นเคย ก็กลัวจะเบาไม่พอ เพราะปั๊มน้ำของบ้างข้างเคียง ที่คิดว่าเบาแล้ว ก็ยังทำให้รำคาญได้ เลยเลือกปั๊มตัวนี้ ซึ่งมันก็เสียงเงียบดีจริงๆ ตามคำโฆษณา แต่ก็ยังไม่ถูกใจคุณแม่อยู่ดี เฮ้อ แต่ทำไงได้ ไม่ติดปั๊ม น้ำไม่แรงจริงๆ สรุปสุดท้าย ต้องย้ายแท็งค์น้ำ และปั๊มน้ำ ไปไว้อีกด้านนึงของบ้าน ให้ห่างห้องคุณแม่ให้มากที่สุด จึงจะจบงานได้



เริ่มจากการปลดสายไฟทั้งหมดออกจากตัวสวิทช์แรงดัน หรือ pressure switch ตัวสายไฟมีปลอกทองเหลืองหุ้มเอาไว้ทั้งหมด ไม่ให้ปลายสายแตกกระจายออก และเมื่อถอดสายออกหมดแล้วก็ปลดตัวสวิทช์แรงดันออกจากปั๊มน้ำได้เลย

ปลดเอาชุดสปริงด้านบนออกก่อน สปริงตัวนี้ทำหน้าที่กำหนดการทำงานของสวิทช์แรงดัน ว่าจะเริ่มต้นทำงานที่แรงดันเท่าไหร่ หมุนไปทางบวก เป็นการเพิ่มแรงดัน หมุนไปทางลบ เป็นการลดแรงดัน

ลักษณะการทำงานของสวิทช์แรงดันแบบนี้ คือใช้รูปแบบของคานงัด แรงดันจะดันมาจากด้านล่าง ให้เอาชนะแรงสปริงที่กดไว้อีกด้านนึงด้วย อย่างที่เห็น ซึ่งเราปรับความแข็งของสปริงได้จากน็อตตัวเมียสีดำๆ ด้านบนของสปริง ถ้าใครไม่เข้าใจการทำงานของสวิทช์แรงดันดีพอ อย่าปรับใดๆ เด็ดขาด ไม่ว่าปั๊มน้ำเครื่องไหน สวิทช์แรงดันแบบใดก็ตาม ถ้าคิดจะลอง ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมาด้วย

ตัวสปริงที่เสียหาย อยู่ในตำแหน่งนี้ แต่ตัวที่เห็นเป็นชิ้นใหม่ ที่เพิ่งจะใส่เข้าไปแทนที่ของเก่า สปริงตัวนี้ ทำหน้าที่ค่อยช่วยให้กระเดื่องทำงานได้เร็วขึ้นแบบทันทีทันใด เพื่อการตัดต่อแรงดันน้ำที่ต่อเนื่องขึ้น เมื่อแรงดันในถังลดลงถึงจุดที่ตั้งไว้ มอเตอร์ปั๊มน้ำจะได้เริ่มทำงานทันที

สปริงตัวบนที่เห็นนั้น เป็นสปริงตัวเดิมที่ขาหักไป ส่วนสปริงที่อยู่ด้านล่างนั้น เป็นตัวที่ทำขึ้นใหม่ สังเกตว่าวงนอกสุดจะไม่กลม แถมแกนของสปริงก็เล็กกว่าต้นฉบับที่หักไปเสียด้วย

ขาที่หักมีสภาพเป็นแบบที่เห็นนี้ คาดว่าตัวสปริงน่าจะมีรอยร้าวอยู่บ้างแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะนำมาติดตั้งในสวิทช์แรงดัน เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ถึงได้หักแบบนี้

ค้นในลัง หาสารพัดชิ้นส่วนเก่าๆ ได้สปริงมา 2 ตัวแบบนี้ เดี๋ยวค่อยเลือกดูว่าจะใช้ชิ้นไหนดี

นำเอาสปริงที่หาได้ มาเปรียบเทียบกับสปริงที่หักเสียหาย ถ้าดูขนาดวงรอบของตัวสปริง จะเห็นว่ามีขนาดที่ใหญ่กว่าของเดิม และถ้าดูขนาดความโตของเส้นลวด ก็เล็กกว่าเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็ใกล้เคียงกัน ทัั้งขนาดของลวด และขนาดของวงรอบ เลือกเอาอันนี้แหละ

ตัดเอามาแค่ 4 วงรอบ เดี๋ยวกางออกมา ก็จะเหลือแค่ 2 หรือ 3 วงรอบเท่านั้น ก็ใกล้เคียงของเดิมนะ

ใช้คีมสองตัวช่วยกันดัด ให้ได้รูปร่าง และขนาดที่เท่ากันกับสปริงของเดิม ซึ่งรอยหยัก และความยาว ต้องเท่ากันเป๊ะๆ ด้วย เพราะขนาดของพื้นที่วางสปริงมีจำกัด จะขดสปริงให้ใหญ่กว่าเดิมไม่ได้ การทำงานจะเพี้ยน ถ้าตัวสปริงชนกับกรอบพลาสติกที่อยู่โดยรอบ

เวอร์ชั่นแรก ปรากฏตัวออกมาแล้ว หน้าตาเป็นแบบนี้ ที่บอกว่าเวอร์ชั่นแรก เพราะมันยังมีต่อๆ ไปอีก เดี๋ยวจะบอกสาเหตุ

ตัวล็อคด้านล่าง เป็นร่องสำหรับใส่ขาด้านที่ยาวแบบตรงๆ ร่องนี้มีขนาดโตพอดีๆ กับลวดสปริงเดิม ดังนั้น จะใช้ลวดใหญ่กว่าไม่ได้เด็ดขาด แต่ตัวนี้เล็กกว่านิดหน่อย ทำให้หลวมไปสักนิด

สปริงที่ทำรอยหยักเอาไว้ จะสวมใส่เข้ากับร่องด้านบน ซึ่งพลาสติกมีความหนาเพื่อความแข็งแรง แต่ก็เว้าเป็นหลุม เพื่อรองรับสปริงให้ดีดตัวได้แบบไม่ติดขัด



แรงกดที่กดลงไป เป็นการสมมุติแรงดันจากสปริงด้านบนที่ถอดออกไป ซึ่งจะมากดลงบนแกนทองเหลือให้ขยับลงไปจนกระเดื่องถูกกดลง ดังป๊อก

แกนทองเหลืองจะรับแรงดันมาจากถังแรงดัน เมื่อแรงดันในถังถึงระดับที่ตั้งไว้แล้ว จะไปดันให้กระเดื่องขยับขึ้น เอาชนะแรงสปริงที่กดเอาไว้ด้านบนสำเร็จ กระเดื่องก็จะดีดตัวขึ้น ดังแป๊ก เมื่อลองกดลง และดันขึ้นสลับกันไป ก็ได้ยินเสียง ป๊อก แป๊ก ๆ ๆ สลับกันไป ฟังเพลินดีเหมือนกัน แต่ต้องรีบประกอบกลับ เพราะไม่มีน้ำใช้นานแล้ว
ผลจากการทำงานในเวอร์ชั่นแรก ปรากฏว่าทำงานได้ดีขณะทดสอบด้วยมือ แต่ทำงานได้แย่เมื่อติดตั้งเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เพราะในบางครั้ง แรงดันตกลงต่ำกว่า 1.5 บาร์ตามที่ตั้งแล้ว แต่มอเตอร์ปั๊มน้ำก็ยังไม่ยอมทำงาน เพราะแรงดีดของสปริงไม่มากพอ จึงถอดเข้า ถอดออก หลายรอบ เพื่อง้างตัวสปริง ดัดตัวสปริงใหม่ เพื่อให้ปั๊มน้ำทำงานได้ราบรื่นขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงต้องมองหาสปริงตัวใหม่มาใช้งาน

มีสปริง กับคลิปหนีบกระดาษ คิดว่าผมจะเอาคลิปมาทำอะไรล่ะ? คงไม่ถ่ายคลิปเล่นๆ หรอกนะ

ดูที่ลวดคลิปนะ ใครเคยสังเกตบ้าง เราพับมันไปมาได้เสมอเลยใช่ไหม พอเราออกแรงดันใส่มัน มันก็จะเด้งกลับมาที่เดิม เข้าล็อคทุกครั้ง

ลวดที่ใช้ทำขาคลิปหนีบกระดาษนี้ มันมีคุณสมบัติของลวดที่เป็นสปริง ก็มันคือลวดสปริงนั่นแหละ เอาง่ายๆ เนอะ

เอาขนาดของลวดมาเทียบกับลวดสปริงที่หักไปแล้ว ขนาดของลวดโตกว่าของเดิมเล็กน้อย แต่เอาล่ะ จะลองใช้ลวดจากขาคลิปหนีบกระดาษละนะ

ใช้คีมในการดัด 2 ตัวเหมือนเคย เพื่อจะดัดให้ได้แบบที่ต้องการ แต่รอบนี้งานยากหน่อย ต้องขดวงกลมด้วย เพื่อให้มีแรงของสปริงไปค้างอยู่ที่วงกลมๆ นั้น

ขดเป็นวงกลมได้แล้ว แม้จะไม่กลมมากก็เถอะ แต่การขดเป็นวงกลม จะช่วยให้สปริงทำงานได้ดีขึ้นแน่ๆ

รูปร่าง และมุมในการทำงาน ใกล้เคียงกับสปริงตัวเดิมแล้ว ขออีกนิด เดี๋ยวก็เรียบร้อย

ลวดมันมีขนาดที่ใหญ่กว่าสปริงของเดิมที่หักนิดหน่อย มันไม่เข้าร่องเข้ารอย ต้องใช้ตะไบแต่ง

เรียบร้อยแล้ว แกนสปริงเวอร์ชั่นสอง รูปร่างใช้ได้ เหลือแต่นำไปทดสอบ

สปริงตัวใหม่ จับไปเทียบกับของเก่าที่หัก มุมเข้ากันได้พอดี และสปริงตัวนี้นี่แหละครับ ที่ผมยังใช้งานมันมาได้จนถึงปัจจุบันนี้ และทำงานในระดับแรงดันที่ใกล้เคียงกับของเดิม สรุปว่า ผมเสียเงินไปไม่ถึง 10 บาท กับคลิปหนีบกระดาษ 1 อัน แต่ผมหมดเวลาไปทั้งวันกับสปริงเพียงตัวเดียว คุ้มไหมหว่า แต่อย่างน้อยที่สุด ผมก็ได้ใช้งานปั๊มน้ำเลย โดยไม่ต้องรอเวลาไปหาซื้ออะไหล่ หรือสั่งซื้อจากบริษัท (ประหยัดไปพันกว่าบาท) แล้วรอให้สวิทช์แรงดันตัวใหม่มาส่ง หรือต้องออกไปซื้อปั๊มน้ำตัวใหม่มาใช้งานชั่วคราว
อย่างที่บอกไว้แต่ต้นครับ ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำตาม บางคนอาจจะมองว่าง่าย แค่สปริงอันเดียว ดัดแปร๊บเดียวก็เสร็จ ใช่ครับ ถ้าคุณทำเพื่อให้สร้อยคล้องคอ จะทำยังไงก็ได้ ดัดมาก็ใช้งานได้เลย แต่เมื่อถูกนำไปใช้งานกับระบบกลไก มันไม่ง่ายครับ อย่างที่ผมได้ทำให้ดู ยังมี 2 เวอร์ชั่น อันแรก ใช้งานไม่ได้เลย ต้องทำอันใหม่ ยังไม่รวมถึงการถอดเข้าออกอีกหลายรอบ เพื่อปรับสปริงให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมอีกด้วย
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อยากจะพูดถึงเรื่องการนำของไปซ่อมแซมด้วยว่า อยากคาดหวังว่า ช่างจะต้องซ่อมแซมสิ่งนั้น สิ่งนี้ให้เรา แทนการเปลี่ยนชิ้นใหม่ เหมือนกับที่ผมซ่อมเองนี้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย สมมุติว่าช่างคนนั้นซ่อมให้คุณได้เรียบร้อยดี ทดสอบแล้วมันทำงานราบรื่น แต่เมื่อนำกลับมาติดตั้งแล้ว มันมีติดๆ ขัดๆ บ้าง คุณก็จะนำกลับไปให้ช่างแก้ไข ถ้ามีปัญหาหลายรอบ คุณก็จะบอกว่า ช่างไม่มีฝีมือ ไม่เก่งเลย ทั้งที่เค้าต้องการช่วยคุณประหยัดเงินจริงไหมครับ
การซ่อมแซมกับของบางอย่าง บางช้ิน บางกรณี บางทีมันก็ต้องใช้เวลา ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้ เมื่อลูกค้าไม่เข้าใจ ใจร้อน ต้องการให้สมบูรณ์ในรอบเดียว ช่างทุกวันนี้จึงเป็นช่างเปลี่ยน ไม่ใช่ช่างซ่อมกันซะส่วนใหญ่ ถ้าจะคิดค่าซ่อมสัก 300-500 บาท เสียเวลาไปทั้งวัน แล้วต้องเสียลูกค้า เพราะปรับแต่งกันหลายหน ลูกค้าหนีหายคิดว่าช่างไม่เก่ง สู้เปลี่ยนของใหม่ คิดเงินลูกค้า 1800 บาทยังจะง่ายกว่า (ค่าสวิทช์แรงดัน 1300+ค่าแรง 500) ง่ายกว่าเป็นไหนๆ แค่เปลี่ยนของใหม่ก็ใช้เวลาไม่นาน ลูกค้า happy ช่าง happy จบสมบูรณ์แบบ ดังนั้น อย่าแปลกใจเลยครับ ที่ร้านซ่อมทุกวันนี้ จะเจอแต่ช่างเปลี่ยนซะมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้กับผลการซ่อม ที่ต้องปรับแต่งกันหลายๆ รอบ เมื่อช่างซ่อมแล้วเสียลูกค้า เปลี่ยนใหม่ดีกว่า ง่ายกว่าเยอะจริงไหมครับ





