โคมไฟเพดาน ที่ติดใช้งานกันส่วนใหญ่จะเป็นโคมกลม และหลายคนเหมารวมและเรียกโคมไฟแบบนี้ว่าโคมซาลาเปา ซึ่งในความเป็นจริง รูปแบบโคมซาลาเปา ที่หน้าตาเหมือนซาลาเปา ก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโคมไฟที่ใช้ติดตั้งในห้องน้ำ เนื่องจากโคมไฟซาลาเปา จะมีขนาดเล็ก และเหมาะกับพื้นที่เล็กๆ แบบห้องน้ำ ไม่ใช่โคมไฟกลมๆ ที่มีฐานขนาดใหญ่แบบที่เราจะดัดแปลง แก้ไข เปลี่ยนจากหลอดฟลูออเรสเซนต์กลมๆ ทรงโดนัท มาเป็นหลอด LED แบบแผ่นจานกลมๆ อย่างในวันนี้นะครับ

ทีแรกผมคิดว่าจะจบบทความเรื่องการแก้ไข ดัดแปลงโคมไฟเพดานเก่า ที่ใช้หลอดนีออนกลม หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์กลมๆ มาใช้หลอด LED ซึ่งการเปลี่ยน หรือแก้ไขดัดแปลงด้วยตัวเอง จะช่วยให้เราประหยัดเงิน ไม่ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อจะเปลี่ยนโคมไฟทั้งชุด และในความเป็นจริง ผู้ผลิตหลอดไฟ LED ทั้งหลาย ก็ช่วยเราคิดมาบ้างแล้ว พยายามหาหนทาง ที่จะทำให้เราเปลี่ยนผ่าน จากหลอดนีออนวงกลมๆ มาเป็นหลอด LED ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพา เรียกหาช่าง เดี๋ยวผมคงจะรวบรวมมาบอกกล่าว เล่าความอีกทีในภายหลัง ถึงรูปแบบของหลอดทั้งหลาย ที่มีอยู่ในท้องตลาด พร้อมทั้งข้อดี และข้อเสีย ให้เข้าใจกันง่ายๆ อีกครั้ง
ภาพนี้ เป็นภาพโคมไฟ ซาลาเปา อย่างที่หลายๆ คนเรียกขานกันนะครับ

ส่วนโคมไฟทั่วๆ ไป ที่เห็นกันบ่อยๆ ผมจะเรียกมันว่า โคมไฟเพดาน แต่เป็นทรงกลมก็ว่ากันไป

แต่จะว่าไป โคมไฟเพดาน ในสมัยนี้มีหลายรุ่น หลากหลายหน้าตาด้วย ซึ่งผมเองก็เคยเจอรูปแบบ ที่ออกแบบมาเป็นจานแบนๆ กลมๆ โล้นๆ เหมือนซาลาเปาเช่นกัน จะไปบอกว่า ใครเรียกผิด เรียกถูกก็คงไม่ได้ แต่เวลาพูดคุยกัน สอบถาม ตั้งคำถามกันลอยๆ ที่มีแต่ตัวหนังสือ เช่นถามว่า โคมไฟซาลาเปา ถอดยังไง เพราะหลอดไฟเสีย หาวิธีแกะไม่ได้? โดยไม่มีภาพถ่ายมาประกอบ ลองคิดกันเล่นๆ นะครับว่า ผู้ตั้งคำถาม จะได้คำตอบที่ต้องการไหมนะครับ
กลับมาว่ากันในเรื่องของ การเปลี่ยนหลอดไฟนีออน ในโคมไฟเพดาน มาเป็น หลอด LED กันอีกครั้ง หลังจากวกออกทะเลไปเสียไกล แต่ก่อนจะลงมือทำงานที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ขอแนะนำ และกล่าวย้ำอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยว่า ปิดเบรคเกอร์ทุกครั้งที่ทำงานเกี่ยวข้องกับไฟนะครับ โดยส่วนตัวผมเอง จะชอบปิดที่เมนเบรคเกอร์เลย บอกทุกคนในบ้านว่า รอหน่อย ใช้เวลาทำไม่นานเสมอๆ แต่ถ้างานไหนทำนานๆ ก็ปิดที่เบรคเกอร์ย่อยแทน เพราะเป็นการดับไฟในแต่ละส่วนของบ้าน เรื่องของไฟฟ้า เรามองไม่เห็นตัว แต่มันรอเราอยู่ ต้องไม่ประมาทเด็ดขาดนะครับ ใครชอบความปลอดภัยแบบไหน เลือกกันดูแล้วกันครับ
การปิดเมนเบรคเกอร์ จะตัดสายไฟทั้งสองเส้น แต่ถ้าเราปิดเพียงลูกย่อย หรือเบรคเกอร์ย่อย จะตัดสายไฟเพียงเส้นเดียว ถ้าบ้านไหนจ่ายค่าไฟช้าบ่อยๆ ถูกการไฟฟ้าตัดไฟ ยิ่งต้องระวัง ถ้าการไฟฟ้าต่อสายไฟเข้ามาผิด ต่อสลับกัน การปิดเบรคเกอร์ย่อย ไม่ได้หมายความว่าไฟถูกตัดออกไปด้วย เพราะเกิดความผิดพลาดได้ง่ายๆ ผมจึงชอบปิดเมนเบรคเกอร์ ตัดทีเดียวสองเส้น จบปัญหา ปลอดภัยชัวร์


บทความนี้จะไม่พูดถึงขั้นตอนการถอดอุปกรณ์ต่างๆ ออกจากโคมไฟเก่านะครับ ถ้าใครถอดไม่ได้ ไม่มันใจว่าจะถอดไม่เป็น ขอแนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านวิธีเปลี่ยนบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ แทนที่บัลลาสต์แกนเหล็ก ก่อนนะครับ จะอธิบายขั้นตอน วิธีการถอดเป็นลำดับขั้นเลยทีเดียว

โคมไฟเพดานชุดนี้ เป็นโคมไฟ ที่มีฐานโคมไฟเป็นเหล็ก แต่ยังไม่ได้ถอดขายึดหลอดนีออนออก ซึ่งถ้าใครอ่านบทความก่อนหน้านี้มาแล้ว การถอดขายึดหลอดนีออนออก ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย ส่วนหน้าตาของหลอด LED ที่จะนำมาเปลี่ยน มีลักษณะเป็นแบบนี้ครับ ที่แผงหลอด LED จะเป็นแม่เหล็ก จึงดูดติดกับฐานโคมไฟได้เลย ไม่ต้องใช้สกรู หรือน็อตยึด

หลอด LED ชุดนี้ ให้ความสว่าง 2,100 ลูเมน ที่กำลังไฟ 24 วัตต์ ตามคำโฆษณา ที่เขียนไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ ในขณะที่หลอดนีออนกลม แบบโดนัท ให้ความสว่างประมาณ(แต่ละยี่ห้อไม่เท่ากันเป๊ะๆ) 1,890 ลูเมน ที่กำลังไฟ 32 วัตต์ กินไฟน้อยกว่า สว่างกว่า แล้วทำไมถึงจะไม่ประหยัดกว่าล่ะ
หลอดไฟ LED ที่เป็นแผงแบบนี้ ติดตั้งโดยแม่เหล็กแบบนี้ โคมไฟต้องเป็นเหล็กเท่านั้น ถ้าเป็นพลาสติก ต้องพิจารณาให้ดีก่อน แผงไฟ LED บางรุ่นไม่มีรูให้ยึด ต้องดัดแปลงเอง ซึ่งรุ่นนี้มีรูให้ยึดน็อต หรือสกรูได้ แต่ถ้าไม่ถอดโคมไฟลงมาก็ติดตั้งไม่ได้ง่ายๆ ส่วนการติดตั้งกับโคมที่มีโครงเป็นเหล็ก ก็ง่ายมาก เพราะไม่จำเป็นต้องถอดโคมไฟลงมา ก็เปลี่ยนหลอดไฟได้แน่นอน ซึ่งถ้าใครสังเกตดีๆ หลอด LED ชุดนี้ ไม่มี และไม่ต้องใช้ LED driver เพราะเค้าไม่ได้ให้มา ที่ไม่ให้มาด้วย เพราะบนแผง LED ชุดนี้มีอยู่แล้ว เจ้าจุดสีดำๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปบนแผ่น ทำหน้าที่นั้นอยู่แล้ว จึงไม่มีอุปกรณ์ใดๆ มาเกะกะในโคมไฟอีกเลย ใช้ง่าย ต่อสายไฟสะดวกครับ

ดึงเอาปลายสายออกมาจากจุดเก็บสายไฟ ให้พร้อมสำหรับการทำงาน

พลาสติกใสๆ มองเห็นแม่เหล็กชัดเจน ติดตั้งง่ายไม่ต้องไขสกรู

เล็งตำแหน่งให้ดี กะให้แผงหลอด LED อยู่ตรงกลางโคมไฟ แล้วปล่อยมือ ติดตั้งเสร็จแล้ว เหลือแต่ต่อสายไฟ

สายไฟที่เราต้องต่อ มีเพียงแค่สองคู่ คู่แรกเป็นสายไฟเข้า ส่วนคู่ที่สองเป็นสายไฟของชุดหลอด LED จับสองคู่นี้มาต่อเข้าด้วยกัน

แม่เหล็กดูติด แนบสนิทดี ลองขยับแล้วไม่เขยื้อน เป็นอันใช้ได้

ชุดนี้ไม่ระบุขั้วมา ไม่ต้องกังวล ให้ยึดหลัก สายสีเข้มกว่า ให้เป็นสาย Line ในกรณีนี้ ใช้สายสีเทา แต่จะใช้สายสีไหน ก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นไฟบ้าน ไฟกระแสสลับอยู่แล้ว

ต่อสายไฟเข้าด้วยกัน แล้วพันด้วยเทปพันสายไฟให้เรียบร้อย ก่อนจะเก็บสายไฟอีกครั้ง ไม่ให้เกะกะ บังแสงไฟ

เพียงเท่านี้ การติดตั้งหลอด LED แทนที่หลอดนีออนกลม ก็สำเร็จเสร็จดี และพร้อมสำหรับการทดสอบ

สว่างไสว เรียบร้อยดี จบงานของช่างบ้านๆ ช่างประจำบ้านวันนี้แล้ว

จบสุดๆ ก็ต้องประกอบฝาครอบแก้ว เข้าไปที่เดิมก่อน ไม่งั้นภรรยาบ่นแย่เลย

ทำไมเราจึงควรจะเปลี่ยนหลอดนีออนกลมๆ เดิมๆ มาเป็นหลอด LED แบบนี้? นั่นก็เพราะข้อดีหลายๆ อย่าง ข้อแรกเลย คือประหยัดไฟกว่า แน่นอน ในความสว่างพอๆ กัน ต่อมาคือ ไม่มีความร้อนจากแสงไฟ แถมไม่มี UV อีกต่างหาก ถัดมาคือ ให้แสงสว่างที่นุ่มนวล ไม่มีการกระพริบ เหมือนหลอดนีออนเดิมๆ ที่ปกติกระพริบอยู่ ด้วยความเร็ว 50 ครั้งต่อวินาที แต่เร็วมากจนเราไม่รู้สึก และที่สำคัญอีกอย่างนึงคือ หลอด LED เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารปรอท
ปัจจุบันนี้หลอด LED ลดราคาลงเร็วมากๆ ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ที่ยื้อมานานไม่ยอมลงมาเล่นตลาดนี้ คิดว่าคงจะไม่เปลี่ยนเร็ว แต่ในที่สุดปัจจุบัน ยี่ห้อหลักๆ เหล่านั้น ก็หันมาสู่ตลาด LED อย่างเต็มตัวแล้ว เหมือนกับกล้องฟิล์ม ที่กล้องบางยี่ห้อคาดคะเนตลาดพลาด ว่ากล้องดิจิตอลจะไม่สามารถแทนที่ได้รวดเร็ว แต่ในที่สุด ผู้ซื้อคือผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่บริษัทผู้ผลิต ทำให้ผู้ที่คาดคะเนอนาคตพลาด ต้องหายไปจากตลาด หลอด LED ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน และในที่สุด คงไม่มีใครใช้หลอดนีออนกันแล้ว ถ้าทุกบ้านเปลี่ยนจากหลอดนีออน มาเป็นหลอด LED กันหมด ไฟถนนก็เปลี่ยน ก็ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม เพราะพลังงานไฟฟ้าที่ใช้กัน มันไม่เพิ่มขึ้นเลย มีแต่ลดลงใช่ไหมครับ





