เปลวไฟที่หัวเตาแก๊สนั้น มาจากส่วนผสมของแก๊ส กับอ๊อกซิเจน ซึ่งคนจำนวนมากไม่รู้ คิดว่า เปลวไฟที่เห็น คือแก๊สที่ออกมาจากถังเพียวๆ ดังนั้น เปลวไฟสีแดง สีน้ำเงิน เปลวไฟลอย เปลวไฟหาย ล้วนมากจากความไม่เหมาะสม ระหว่าง แก๊ส กับออกซิเจนทั้งนั้น และ ออกซิเจนในที่นี้ ไม่ใช่ อ๊อกซิเจนเป็นถังๆ เหมือนกับที่ช่างแอร์สมัยก่อนต้องขนย้ายไปมา (เพราะเดี๋ยวนี้ สารทำความเย็นหลายตัวมันติดไฟ ยุคนี้ เราจึงไม่ค่อยเห็นการเชื่อมต่อท่อแอร์กันแล้ว) แต่อ๊อกซิเจนที่หัวเตานั้น ได้มาจากอากาศที่อยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง

ผมได้เขียนบทความ เรื่องของเปลวไฟเป็นสีแดง ทำให้ก้นหม้อดำมาแล้ว ซึ่งกรณีของเปลวไฟที่มีสีแดงนั้น มาจากอัตราส่วนของอากาศกับแก๊ส ไม่เหมาะสมเช่นกัน ถ้าใครเคยเห็นช่างแอร์ทำงาน เชื่อมท่อแอร์จะรู้ว่า ตอนแรกที่ช่างจุดไฟนั้น เค้าจะเปิดแค่วาล์วแก๊สอย่างเดียว จากนั้นก็เอาไฟแช็คจุดไฟ เปลวไฟที่ได้จะเป็นสีแดงๆ พร้อมกับเขม่ามากมาย ยิ่งเปิดแก๊สแรง เขม่ายิ่งเยอะ เมื่อไฟติดดีแล้ว เค้าจึงจะเปิดวาล์วให้อ๊อกซิเจนเข้ามาผสมกับอากาศ จนได้เปลวไฟสีน้ำเงิน

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ช่างปรับอัตราส่วนของแก๊สกับอ๊อกซิเจนไม่เหมาะสม สีของเปลวไฟก็จะเปลี่ยนไป ถ้าปรับอ๊อกซิเจนน้อย เปลวไฟก็จะกลับไปเป็นสีแดง พร้อมกับเขม่าด้วย และการปรับอ๊อกซิเจนที่มากเกินไป จะได้ยินเสียงเป๊ะดังๆ พร้อมกับเปลวไฟที่หายไป นั่นก็คือ ไฟดับนั่นเอง

ช่างที่ชำนาญงาน จะรู้จักการปรับเปลวไฟ เมื่อต้องการความร้อนที่แตกต่างกัน ในแต่ละงาน แต่ละจุด ก็จะปรับเปลวไฟในสีที่ต่างกัน ความแรง หรือความยาวของเปลวไฟที่ต่างออกไป ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของงานที่อยู่ตรงหน้า

จากเรื่องของช่างแอร์ที่เล่าให้ฟัง กลับมาสู่หัวเตาแก๊สต่อ อย่างที่เล่าไปแล้วว่า เมื่อช่างแอร์ ปรับอ๊อกซิเจนมากเกินไป ไฟจะดับ เทียบเคียงกับกรณ๊ของหัวเตาแก๊สก็คือ เมื่อเราปรับอัตราส่วนที่ไม่เหมาะสม โดยเปิดให้อากาศเข้าไปที่หัวเตามากเกินไป เปลวไฟ ก็จะหายไปบางส่วน แต่ถ้ามากสุดๆ เปลวไฟก็อาจจะหายไปทั้งหมดเลยก็ได้ ไม่แน่ครับ ขึ้นอยู่กับหัวเตาของแต่ละท่าน ขนาด ลักษณะรูแก๊ส และอื่นๆ ที่แตกต่างกัน

กรณีของบ้านอาผมนี่ก็เหมือนกัน เค้าเช็ดเตาแก๊ส ยกเตาแก๊สเอียงตะแคง เช็ดใต้เตาแก๊สด้วย แล้วมือเผลอไปโดนลิ้ววาล์วปีกผีเสื้อโดยไม่ตั้งใจ เปลวไฟก็เลยหายไปแบบที่เห็น เมื่อเปลวไฟหายไป ความร้อนก็น้อยลง แล้วมาบ่นว่า ไม่รู้เป็นไง ต้มน้ำเดือดช้าจัง ไม่เหมือนตอนซื้อมาใหม่ๆ พอผมได้มาเห็นเปลวไฟ ก็ถึงบางอ้อ มิน่าล่ะ

การปรับเปลวไฟของหัวเตาแก๊สนั้น เราปรับแรงดันแก๊สไม่ได้ (ถังแก๊สตามบ้าน จะใช้ตัวเร็กกูเรเตอร์ แบบปรับแรงดันแก๊สตายตัว ไม่เหมือนกับตามร้านอาหารต่างๆ ที่ใช้เร็กกูเรเตอร์แบบ ปรับแรงดันอิสระ และห้ามเด็ดขาด อย่านำเร็กกูเรเตอร์แบบนั้น มาใช้งานภายในบ้าน สาเหตุก็คือเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก และเตาแก๊สตามบ้าน ไม่ได้ออกแบบมาให้รับแรงดันสูงๆ ด้วย) ปรับได้เพียงแค่อากาศเท่านั้น โดยปรับที่ลิ้นวาล์วปีกผีเสื้อ ด้านใต้เตาแก๊ส

ดูตามภาพ จะเห็นว่า เมื่อผมหมุนวาล์วให้กว้างขึ้นโดยการหมุนตามเข็มนาฬิกา เปลวไฟจะขาดช่วง จะหายไป แต่เมื่อปรับลิ้นวาล์วปีกผีเสื้อทวนเข็มนาฬิกา ให้รูอากาศเข้าเล็กลง เปลวไฟก็จะค่อยๆ กลับมาเต็มวงอีกครั้งนึงตามเดิม แต่ถ้าเล็กลงไปอีก จนเกือบปิดสนิท หรือปิดสนิทเลย เปลวไฟจะกลายเป็นสีแดง เพราะขาดอากาศ ขาดอ๊อกซิเจน พร้อมกับเขม่าที่เรามองเห็นเป็นพักๆ และทำให้ก้นหม้อของเราดำ

การปรับอัตราส่วนของอากาศกับ แก๊สให้เหมาะสม ต้องลองปรับแล้วมองด้วยสายตากันเอง แต่ตามปกติแล้ว เมื่อเราซื้อเตาแก๊สมาใหม่ๆ และไม่เคยปรับอะไรเลย มันก็จะใช้งานได้ดี เปลวไฟจะครบถ้วนสมบูรณ์นั่นแหละ สาเหตุก็มาจากการทดสอบเตาแก๊สที่โรงงาน ก่อนจะบรรจุกล่อง การทดสอบ เค้าก็จะทดสอบด้วยแรงดันขนาดเท่าๆ กับแรงดันของแก๊สที่ออกมาจากหัวเร็กกูเรเตอร์ของเรา เค้าทดสอบการรั่วซึมตามรอยต่อต่างๆ เรียกว่าการทำ QC และปรับวาล์วมาเรียบร้อยแล้ว แต่มันจะผิดเพี้ยนไป ก็ตอนที่เรายกมาวาง ยกมาประกอบ หรือยกเตาเพื่อเช็ดพื้นที่โต๊ะวางเตาแก๊สนั้นแหละครับ





