อยู่บ้านว่างๆ รู้สึกเบื่อ อยากจะทำงานงาน DIY ซ่อมแซมบ้านเอง อยากจะเพิ่มตำแหน่งปลั๊กไฟ หรือเต้ารับภายในบ้าน ในตำแหน่งที่เราต้องการเพื่อความสะดวกในการใช้งาน จะได้ถอดเอาปลั๊กพ่วงออกเสียที ติดอยู่ตรงที่ ปลั๊กไฟทั้งบ้านเรา มันเป็นปลั๊กไฟ หรือเต้ารับแบบฝังกำแพงทั้งหมด ซึ่งดูเรียบๆ สวยดี ไม่อยากจะติดตั้งเป็นกล่องลอยขึ้นมา จะดูไม่สวยงาม

หลายคนที่ทำงาน DIY มามากมาย คุ้นเคยกับเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เป็นอย่างดีแล้ว ถ้าอยากจะลองต่อขยายปลั๊กไฟ หรือเต้ารับในตำแหน่งใหม่เพิ่มเติมจากจุดเดิม ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่อาจจะติดปัญหาในเรื่องของความสวยความงามเหมือนผม เต้ารับที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่แค่ต่อสาย กับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ปัญหามันอยู่ที่การฝังกล่องไฟไว้ในกำแพงนี่แหละ ต้องปาดกำแพงทำช่องให้ใหญ่พอ และต้องหาปูนมาผสมปิดรอยแผลอีกคิดไปคิดมา ก็เลยใช้วิธีง่ายที่สุดคือ เจาะช่องให้พอดีกับตัวปลั๊ก หรือเต้ารับ แล้วฝังเลย

มีแค่สว่าน ค้อน กับเหล็กสกัด เราก็สามารถที่จะเจาะกำแพงปูน ให้เป็นร่อง เป็นรูสี่เหลี่ยมๆ ขนาดเพียงแค่ให้ตัวอุปกรณ์เต้ารับของเราฝังตัวอยู่ได้ เท่านั้นก็พอแล้ว ส่วนการยึดกับกำแพง ก็ใช้วิธีวัดตำแหน่ง แล้วเจาะฝังพุกเข้ากับกำแพงโดยตรงได้เลย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว ทำเองก็ได้ แต่ก็มีข้อควรระวังเล็กน้อย ตอนเจาะรูฝังพุก เนื่องจากตำแหน่งการเจาะ ค่อนข้างหมิ่นเหม่ กับร่องของเต้ารับ ถ้าเจาะพลาดอาจจะทำให้ปูนแตกได้ แล้วเราจะไม่มีที่ยึดกับกำแพงเลย

ถ้าถามว่า การยึดเต้ารับ หรือปลั๊กไฟ เข้ากับกำแพงตรงๆ แบบนี้ มีความปลอดภัยไหม? ทำไมไม่ใช้กล่องต่อไฟแบบฝังล่ะ? คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ การเชื่อมจุด ต่อสายไฟต่างๆ ถ้ามีความระมัดระวัง ไม่ผ่า หรือเฉือนฉนวนไฟฟ้าออกมากเกินไป จนเวลาติดตั้งเต้ารับ โผล่ทองแดงออกมายืดยาว และไปแตะถูกส่วนต่างๆ ภายใน หรือสายทองแดงสัมผัสโดนปูนตรงๆ ก็จะมีความปลอดภัยแน่นอน
ลองมาดูภาพกันสักนิด ยุคเก่าๆ บ้านเก่าๆ หลายสิบปีมาแล้ว เค้าใช้กล่องไม้แบบนี้แหละครับ ต่อปลั๊กไฟ หรือเต้ารับ กับ สวิทช์ไฟ ลักษณะก็จะเป็นกล่องไม้ลอยขึ้นมาจากผนังกำแพง จากนั้นก็เดินสายไฟลงมาทีกล่องไม้นี้ แล้วยึดกล่องไม้เข้ากับกำแพง โดยยึดแค่กรอบไม้ก่อน จากนั้นก็ต่อสายไฟให้เรียบร้อย แล้วปิดฝาไม้ พร้อมกับสวิทช์ และปลั๊กลงไป พร้อมกับตอกตะปูตัวเล็กๆ ยึดติดกับกรอบไม้ ก็เป็นอันเสร็จกระบวนการติดตั้ง

ยุคถัดมา คำว่า “บ้าน” เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอนเหมือนคนทั่วไปในสมัยก่อน แต่ต้องการความสวยงามด้วยในทุกๆ จุดของบ้าน ปลั๊กไฟ ที่ติดอยู่บนกำแพงนูนๆ ทำให้เป็นจุดเด่น รู้สึกว่าจะดุดตา และเกะกะสายตา ก็เลยต้องออกแบบให้ปลั๊กไฟ สวิทช์ไฟเหล่านั้น ฝังเข้าไปอยู่ในกำแพงเสียเลย ก็เลยทำบล็อคไม้ขึ้นมา เป็นเพียงแค่กรอบไม้หนาๆ 4 ด้าน ไม่มีด้านหลัง จากนั้นก็ใช้ช่างปูน เว้นช่องว่างเอาไว้ให้ช่างไฟ พอช่างไฟวางตำแหน่งเสร็จ ช่างปูนก็ฉาบปิดพื้นผิวไป กรอบไม้ก็จะฝังอยู่ในกำแพงอย่างที่เห็น จากนั้น ช่างไฟก็จะมาต่อสายไฟที่อีรุงตุงนังอย่างในภาพให้ใช้งานได้ แล้วก็ดันสายไฟเหล่านั้น เข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายหลังกล่องไม้บนกำแพง เป็นอันเสร็จสิ้นการติดตั้ง

มาถึงปัจจุบันนี้ ในที่สุดเราก็มาถึงยุคบล็อคฝังกำแพงชนิดที่เป็นพลาสติกทั้งหมด เพราะไม้หายาก และมีราคาแพงมากแล้ว ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่า กล่องพลาสติกแบบนี้จะไม่เหมือนกับไม้ บล็อคไม้ ที่เห็นในภาพด้านบน ที่มีเพียงเฉพาะกรอบ 4 ด้านเท่านั้น แต่กล่องพลาสติกแบบนี้ จะมีด้านหลังด้วย จุดประสงค์ก็ไม่ใช่เพื่อป้องกันสายไฟ ไม่ให้ชนกับกำแพงหรอกนะครับ แต่เพราะกล่องพลาสติกมันบาง ลองคิดดูว่า ถ้าถูกหล่อขึ้นมาเพียงแค่สี่ด้าน แถมบางๆ แบบนี้ เวลาที่นำมาติดตั้ง มันจะโย้ไปโย้มาขนาดไหน ไม่น่าจะคงรูปเป็นสี่เหลี่ยมๆ แบบนี้ได้หรอกครับ
อีกทั้งพลาสติกทั้ง 5 ด้านแบบนี้ ยังช่วยให้ปูนที่เราโบกทับลงไป ทั้ง 5 ด้าน สามารถยึดติดกับผนังปูนเดิมได้แน่นหนามากขึ้นไปอีก แทนที่จะเป็น 4 ด้านเหมือนกับบล็อคไม้อย่างในภาพด้านบน

อ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้ายนี้แล้ว คงจะเข้าใจกันแล้วนะครับ ว่าการยึดแผงสวิทช์ ปลั๊กไฟ หรือเต้ารับเข้ากับกำแพง ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่เอาไว้ในกล่องต่อสายไฟแบบฝังเสมอไป เราสามารถที่จะติดตั้งไปบนกำแพงตรงๆ ได้เลย โดยไม่เกิดอันตราย ถ้าช่างไฟ ไม่ชุ่ยมาก ปอกสายไฟจนทองแดงโผล่มาเยอะแยะ โดยไม่มีฉนวนหุ้ม และไม่พันด้วยเทปพันสายให้เรียบร้อยด้วย แบบนั้นถ้าสายไฟที่ไม่มีฉนวนหุ้มไปสัมผัสถูกปูน เราก็เรียกว่ามีไฟรั่วนั่นแหละครับ ถ้ารั่วมาก อุปกรณ์ตัดไฟ ก็จะตัดโดยที่เราอาจจะหาสาเหตุไม่เจอว่ารั่วที่ไหน อย่างไร เมื่อช่างไฟกลับกันไปแล้ว





