บ้านในเมือง บ้านไหนที่ชอบปลูกต้นไม้ ชอบต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา และชอบความสดชื่นเวลาอยู่ใต้ต้นไม้ด้วย ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่บ้านที่มีต้นไม้ ยิ่งในเมืองด้วยแล้ว ปัญหาใหญ่มากๆ คือการตัดแต่ง พอจะตัดแต่งก็ต้องถามหาเทศบาล หรือคนรับจ้างตัดแต่งสวน จนเป็นความเคยชิน เพราะกังวลเรื่องหาที่ทิ้งกิ่งไม้ ใบไม้ ที่ตัดลงมา บางทีต้นไม้ก็ไม่ได้ใหญ่อะไร ตัดแต่งเองก็ยังได้ แต่ติดที่ปัญหาเรื่องหาที่ทิ้งกิ่ง ที่ตัดแต่งไปแล้วนี่แหละ



เมื่อก่อนโน้น บ้านที่อยู่นี้ ก็ต้องจ้าง ต้องหาผู้ให้บริการตัดแต่งต้นไม้ จ้างให้เค้ามาตัดต้นไม้ให้อยู่บ่อยๆ เพราะเค้ารับผิดชอบเรื่องการหาที่ทิ้งกิ่งไม้ที่ตัดแล้วไปด้วยในตัว เราจึงไม่ต้องกังวล เตรียมแต่เงินไว้ก็พอ

แต่เมื่อชีวิตเริ่มเปลี่ยน เริ่มเบื่อชีวิตในเมือง และได้มีโอกาสสัมผัสการทำงานกับชีวิตในสวนแบบจริงๆจังๆ บ้างทำงานสวนเอง เสมือนตัวเองเป็นคนงานในสวน แต่ก็ไม่ได้หนักเท่า เพราะร่างกายยังไม่รองรับการทำงานหนักๆ แบบนั้น เป็นหนุ่มออฟฟิต นั่งเก้าอี้ในห้องแอร์ ทั้งวันมานาน ปรับมาเป็นการทำงานในสวน ต่างกันแบบตรงกันข้ามทีเดียว ในทางกลับกันร่างกายก็ดีขึ้น ค่อยๆ ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ไม่ป่วยบ่อย พอต้องกลับไปบ้าน เห็นต้นไม้ ก็ไม่กลัวแล้วว่าจะจัดการยังไง เมื่อต้องตัดกิ่งต้นไม้ลงมา เพราะเราจะย่อยมันเอง ย่อยด้วยการให้ธรรมชาติจัดการ ย่อยได้ไว ย่อยได้ดี เราก็สบาย

ต้นมะม่วงต้นนี้ปลูกอยู่หน้าบ้านมานาน ขนาดและทรงพุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ตัดแต่งกิ่ง สางกิ่งอะไรออกเลย ถ้าเป็นชาวสวนมะม่วงจริงๆ เค้าคงจะถามกลับมาว่า จะกินใบหรือจะกินลูกกัน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะปลูกแบบธรรมชาติจริงๆ จะติดผลหรือไม่ติดผล ก็ตามธรรมชาติเลย ไม่ได้บำรุงต้น เอาร่มเงา เอาความสบายใจอย่างเดียว แต่ต่อไป มันจะเลี้ยงตัวมันเองแล้ว ด้วยปุ๋ยหมัก ที่ตัวมันเองสร้างขึ้นมา


เมื่อต้นสูงเกินไป ก็ต้องตัด ใช้บันได กับเลื่อยโค้งต่อด้ามไม้เอา ค่อยๆ เลื่อยมันลงมา ทีละกิ่งๆ ไม่โลภตัดกิ่งใหญ่ๆ ทีเดียวเสร็จ ค่อยๆ เลาะเอากิ่งย่อยๆ ออกทีละนิดๆ แล้วริดใบออกทั้งหมดด้วยมือ เมื่อริดใบออกแล้วก็จะเหลือแต่กิ่งก้านโล้นๆ กิ่งอ่อนๆ กับกิ่งแก่ๆ ก็หยิบกรรไกรตัดกิ่งขึ้นมาแล้วค่อยๆ ตัดย่อยมันซะ ตัดกิ่งเล็กๆ ที่กรรไกรตัดกิ่งตัดได้ไหวออกไปหมดแล้ว เราก็จะเหลือแต่กิ่งใหญ่ๆ กิ่งที่ใหญ่มาก ต้องใช้เลื่อย แต่ไม่เคยปล่อยให้ใหญ่แบบนั้น ก็เลยเหลือแค่กิ่งก้านที่ย่อยได้ด้วยมีดพร้า มีดหัวโต มีดทำสวน หรือมีดอีโต้ ก็ยังไหว ไม่มีเขียง ก็เอากิ่งไม้ด้วยกันนี่แหละ เป็นตัวรองสับ สับย่อยลงในขนาดพอเหมาะก็ขนย้ายง่าย และพร้อมนำไปย่อยต่อ

จากกิ่งไม้กองโตๆ ที่วางซ้อนกันสูงพะเนิน ก็เหลือแค่ถุงกระสอบปุ๋ย ปุ๋ยขี้วัวแค่ไม่กี่ใบเท่านั้น แต่มันต้องใช้เวลาในการทำงานมากขึ้น ถือซะว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วยในตัว แต่คนส่วนมากไม่คิดแบบนั้น งานบ้านเป็นเรื่องน่าเบื่อ เดินวิ่งในสวนสาธารณะ เป็นเรื่องออกกำลังกาย ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน

เมื่อย่อยใส่ถุงไว้แล้ว เราก็ย่อยต่อ แต่คราวนี้เราต้องการปุ๋ย เราจะปล่อยมันย่อยสลายตามธรรมชาติ ก็จะช้าเกินไป ซ้ำอาจจะได้กลิ่นไม่พึงประสงค์มาด้วย ถ้ากองเอาไว้ไม่ดี อากาศไม่ถ่ายเท จากกองปุ๋ย จะกลายเป็นกองขยะแทน เพราะจุลินทรีย์ดีๆ ชอบอากาศ ชอบชื้นๆ ไม่ชอบเปียกแฉะ ส่วนจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เป็นจุลินทรย์ที่อยู่ได้โดยไม่พึ่งอากาศ


เอาตาข่ายพลาสติก ตาข่ายกรงไก่ มาม้วนรอบ แล้วเอาเชือกมัดปลายสองด้านเข้าด้วยกัน ก็จะได้ทรงกระบอกขึ้นมาวงนึง แต่อย่าให้ใหญ่เกินไป กะเอาว่า ไม่เกิน 1 เมตร เพราะทำงานง่าย และอากาศถ่ายเทจากขอบเข้าไปได้ถึงตรงจุดศูนย์กลาง จากนั้น เอาเศษใบไม้ กิ่งไม้ที่เราย่อยเอาไว้แล้ว เทใส่ลงไป จากนั้นก็เอาขี้วัวเททับ สลับกับใบไม้เป็นชั้นๆ บางคนบอกให้ตวงเป็นอัตราส่วนเลย แต่ไม่ต้องถึงขนาดนั้นครับ เพราะชนิดของใบไม้เรากับใบไม้ของเจ้าของสูตร ก็ไม่เหมือนกัน บางชนิดใบบาง บางชนิดใบหนา (ใบกล้วย กับใบมะม่วง อะไรย่อยเร็วกว่ากันเอ่ย ถูกไหมครับ) น้ำหนัก่ขี้วัว อายุขี้วัว เป็นขี้วัวเก่า หรือขี้วัวเพิ่งออกจากคอกเลี้ยง ก็ไม่เหมือนกันอีก เอาง่ายๆ แค่ว่า ใส่มากย่อยไว ใส่น้อยย่อยช้า เท่านั้นพอ อยากให้ย่อยเร็วหรือไม่ ขึ้นกับเราแล้ว เพราะใส่มากก็เปลืองเงิน ใส่น้อยก็รอเวลาหน่อย เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย


เมื่อย่อยเสร็จแล้ว เราก็จะมีปุ๋ยดีๆ จากบ้านของเราเอง มาใช้ปลูกต้นไม้ต่อ วนเวียนไปแบบนี้ จากขี้วัวแค่กระสอบ สองกระสอบ ก็จะกลายเป็นปุ๋ยดินดีๆ ใส่กลับไปให้ต้นไม้ หรือจะเอาไปปลูกผักก็ยิ่งดี เพราะเป็นขี้วัวที่ย่อยสลายไปพร้อมๆ กับใบไม้แล้ว กระบวนการย่อยสิ้นสุดไปแล้ว ไม่มีความร้อนใดๆ เกิดขึ้นอีก เมื่อเอาไปใส่ต้นไม้ ไม่ต่างอะไรกับปุ๋ยไส้เดือน ที่ทำขายกันเลย แต่เป็นปุ๋ยหมักแท้ๆ ที่ได้จากบ้านคนเมือง บ้านของเราเอง





