กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้าในปัจจุบัน ใครๆ ก็หันมาใช้กาต้มน้ำแบบเดือดเร็วทันใจ เดือดจนเป็นไอน้ำ แบบเฉียดๆ ร้อยองศาแน่นอน บอกกันปากต่อปากว่า เดือดๆ แบบนี้ ชงชา กาแฟ กินอร่อยดีจริงๆ แล้วมันทำงานยังไง ทำไมเค้าไม่ทำแบบนี้ออกมาขายตั้งนานแล้วล่ะ??? แต่อย่าลืมว่า เค้าเรียกชื่อไม่เหมือนกันนะ แบบเก่าๆ ที่กดปั๊มด้านบนนั่น เค้าเรียกกระติกน้ำร้อน ไม่ใช่กาต้มน้ำร้อนนะครับ บอกไว้ เผื่อใครลืม

กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า ที่เดือดเร็วทันใจแบบนี้ จะเดือดจนไอน้ำพุ่งพล่าน ไม่ต่างอะไรกับกาต้มน้ำแบบเดิมๆ ที่ตั้งบนเตาไฟ ไม่ว่าจะเป็นเตาถ่าน หรือเตาแก๊สก็ตาม น้ำจะเดือดจัดๆ จนเป็นไอพวยพุ่งออกมาทางปากกา ซึ่งกาต้มน้ำไฟฟ้าแบบนี้ ก็ทำให้น้ำร้อนๆ แบบนั้นได้ ไม่ต่างกันเลย แล้วกาต้มน้ำแบบนี้ รู้ได้ยังไงว่าน้ำเดือดแล้ว ใช้ AI ตรวจจับไอน้ำ??? ไม่เลย ถ้าถึงขั้นใช้ AI คงทำราคาถูกๆ แบบนี้มาขายไม่ได้แน่นอน

กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้าแบบที่เห็นในบทความนี้ จัดว่า เป็นรุ่นแรกๆ ที่ทำออกมาขายลักษณะนี้ แต่ในปัจจุบัน เริ่มมีหน้าตาที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อแข่งขันกันในเรื่องของความสวยงามเป็นหลัก ดึงดูดผู้ซื้อให้ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเพื่อความสวยงาม บางรุ่นก็เลื่อนปุ่มสวิตช์เปิด-ปิด ลงมาอยู่ทางด้านล่างของกาต้มน้ำร้อนแทนตำแหน่งเดิม ที่อยู่บริเวณช่วงบนของด้ามจับกาต้มน้ำ

ไม่ว่าจะเลื่อน หรือ วางตำแหน่งสวิตช์เปิด-ปิด กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้าไว้ตรงจุดไหน หลักการทำงานของมันก็ยังคงเหมือนเดิม คือ ตรวจจับไอน้ำเป็นหลัก ไม่ได้ควบคุมด้วยอุุณหภูมิของน้ำในกาต้มน้ำ เหมือนกับกระติกน้ำร้อนเลย
การทำงานของกระติกน้ำร้อนแบบนี้ เริ่มจากหูจับกาต้มน้ำ ส่วนบน ที่เราแกะออกมาได้ แยกชิ้นออกมาได้ สังเกตในภาพ จะเห็นว่า ชิ้นส่วนนี้ จะยื่นเข้าไปในปากกาเล็กน้อย เพื่อดักจับไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาด้านบน ในขณะที่น้ำเดือดจัดๆ แต่รุ่นใหม่ๆ หลายรุ่น เค้าจะไม่ยื่นเข้าไปแบบนี้ โดยเปลี่ยนเป็นการเจาะรูเล็กๆ ข้างๆ ตัวกาแทน ซึ่งมันก็ทำงานได้เหมือนกัน แล้วแบบไหนดีกว่ากัน??? คงตอบไม่ได้

พลิกส่วนของหูจับกาต้มน้ำร้อนขึ้นมา ด้านล่างจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะเหมือนเป็นโพลง เอาไว้ดักจับไอน้ำ แล้วบังคับให้ไอน้ำพุ่งไปตามทางที่ล็อคเอาไว้

ชิ้นส่วนถัดมา จะเป็นส่วนของ ปล่องบังคับไอน้ำอีกเหมือนกัน จะวางเอาไว้อยู่ภายใต้หูจับกาต้มน้ำชิ้นบนอีกทีนึง เจ้าปล่องนี้ จะบังคับให้ไอน้ำ พุ่งลงไปทางด้านล่าง เพราะปล่องนี้เค้าออกแบบให้มีลักษณะเป็นฉาก หักงอ 90 องศา ไอน้ำที่พุ่งผ่านปล่องนี้ จะวิ่งไปข้างใต้ของสวิตช์เปิด-ปิด กาต้มน้ำไฟฟ้าตัว

ตัวปล่องนี้ จะวางติดกับ ตัวกาต้มน้ำร้อนเลย มีลักษณะการวางแบบในภาพ ไอน้ำที่พุ่งเข้ามา ก็จะพุ่งลงไปด้านล่าง ผ่านด้านใต้ของตัวสวิตช์เปิด-ปิด

ด้านล่าง ด้านใต้ของตัวสวิตช์เปิด-ปิดนั้น จะมีแผ่นโลหะบางๆ วงกลมๆ แต่มีลิ้นอยู่ตรงกลาง แผ่นนี้เค้าเรียกว่าแผ่นไบเมทอล หรือ โลหะสองชนิด ซึ่งมันทำมาจากโลหะสองชนิด ที่มีความไวในการขยายตัวในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน นำมาประกบเข้าด้วยกัน

เวลาที่เรากดตัวสวิตช์ลง หรือเปิดการทำงานของกาต้มน้ำร้อน แป้นกดสวิตช์มันจะอยู่ในตำแหน่งดังในภาพ คือ กดลงด้านบน

เมื่อไอน้ำร้อนๆ ผ่านมาทางด้านใต้ของสวิตช์ มันจะมารมควัน ส่งต่อความร้อนให้กับแผ่นไบเมทอล ตัวแผ่นไบเมทอลมันบาง จึงไวต่ออุณหภูมิ และดีดตัวขึ้นทางด้านบน ตามการออกแบบ ลิ้นของแผ่นไบเมทอล จะดีดตัวขึ้นด้านบน และไปดันขาของแป้นกดสวิตช์ ดีดขึ้น เป็นการตัดการทำงานของสวิตช์เปิด-ปิด กาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า

แป้นกดสวิตช์เปิด-ปิด การทำงานของกาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า ก็จะเปลี่ยนมาอยู่ในตำแหน่ง ตัดการทำงานของกาต้มน้ำไฟฟ้า แบบในภาพนี้

หลังจากไอน้ำทั้งหมดที่ผ่านลงมาที่สวิตช์ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว ไอน้ำเหล่านั้นไปไหนต่อ???? หลักการเบื้องต้นที่เรียนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็คือ ไอน้ำที่โดนวัตถุที่เย็นกว่า จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ตกลงด้านล่าง ซึ่งในบรรยากาศโลก มันก็คือฝน ในกาต้มน้ำ มันก็เป็นแค่หยดน้ำ ที่สะสมอยู่ภายใต้หูจับกาต้มน้ำร้อน เมื่อหยดน้ำสะสมๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นๆ ก็จะต้องตกลงสู่ด้านล่าง ที่ต่ำกว่าตามกฏแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นดังในภาพ

ลองคิดดูว่า ถ้าเราต้มน้ำทั้งวันๆ ปริมาณหยดน้ำ ปริมาณน้ำสะสมอยู่ภายใต้หูจับกาต้มน้ำร้อน มันจะมากขนาดไหน??

น้ำบางส่วนก็น่าจะระเหยออกไปทางรู ซอก ต่างๆ ตามที่มันจะเล็ดลอด ระเหยออกไปได้ แต่คงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่หยดลงไปด้านล่างของกาต้มน้ำร้อนไฟฟ้านี้

ด้านล่างสุดของหูจับกาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า เค้าจะเจาะเป็นรูเล็กๆ เอาไว้ด้วย รูนี้แหละ คือจุดระบายน้ำ ที่เกิดจากไอน้ำที่พวยพุ่งเข้ามาที่หูจับกาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า

ตอนนี้เราเดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่า ใช้แล้วทิ้งจริงๆ กาต้มน้ำแบบนี้ เห็นขายกันตามร้านค้าออนไลน์ในราคาตั้งแต่ร้อยนิดๆ ขึ้นไป ด้วยราคาขนาดนี้ ผู้คนจำนวนมาก จึงไม่คิดที่จะซ่อม ค่าอะไหล่คงไม่กี่บาท แต่ถ้ารวมค่าแรงช่าง ก็ซื้อใหม่ดีกว่า ไม่ค่อยมีใครอยากจะซ่อมเองสักเท่าไหร่ด้วย ก็ได้แต่คาดหวังว่า บทความสอนซ่อมนั่น ซ่อมนี่ จะช่วยให้หลายๆ คนหันกลับมาซ่อมแซม สิ่งของต่างๆ ในบ้าน เพื่อใช้งานมันต่ออย่างคุ้มค่าที่สุด





