โซดาไฟเกล็ด ที่เรานำมาละลายน้ำแล้ว เป็นน้ำสารละลายโซดาไฟ ถ้าเรานำน้ำนี้ไปราดบนพื้นปูน พื้นถนน ที่ดูสกปรก จากคราบตะไคร่น้ำ โดยเฉพาะในฤดูฝน แล้วรู้สึกว่า พื้นสะอาดขึ้น ดูขาวขึ้น ไม่สกปรกเหมือนกับตอนแรก ก่อนราดน้ำสารละลายโซดาไฟ เราจึงคิดว่า โซดาไฟกัดปูน กัดพื้นจนสะอาดขาว แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ โซดาไฟ มีฤทธิ์เป็นด่าง (ด่างมาก หากละลายด้วยน้ำปริมาณน้อยๆ หรือ เจือจางน้อย แต่ถ้าน้ำเยอะ เจือจางเยอะ ก็เป็นด่างที่น้อยลง เพราะความเข้มข้นน้อยลง) พื้นปูน ก็เป็นด่างเช่นกัน ดังนั้น ด่างจากโซดาไฟ กับด่างจากพื้นปูน จึงเข้าทำนอง กินกันไม่ลง โซดาไฟ จึงไม่กัดปูน

เมื่อราดน้ำสารละลายโซดาไฟ ที่ได้มาจากการละลายเกล็ดโซดาไฟ ในน้ำเปล่า ลงบนพื้นปูน หรือพื้นถนน โรงรถ ที่สกปรกจากคราบตะไคร่น้ำ เกาะ จับตัวบนพื้นผิว จนดูดำ สกปรก เลอะเทอะ (โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน จะมองเห็นชัดเจนกว่าฤดูแล้ง) น้ำสารละลายโซดาไฟ จะกัดอินทรีย์วัตถุ เพราะความเข้มข้นสูงของด่าง จากโซดาไฟ ทำให้อินทรีย์วัตถุเหล่านั้น เปลื่อยยุ่ย เมื่อราดน้ำโซดาไฟ ทิ้งไว้สักครู่ (ประมาณ ครึ่งชั่วโมง) แล้วล้างน้ำออก พื้นจึงดูสะอาดมากขึ้น
เมื่อพื้นดูสะอาดมากขึ้น เราจึงคิดว่า โซดาไฟ กัดปูน ทั้งที่จริงแล้ว เมื่อโซดาไฟ กัดสิ่งสกปรกจากตะไคร่น้ำสะสมบนพื้นผิวปูนทิ้งไปหมดแล้ว พื้นจะดูสะอาดมากขึ้น มองเห็นร่องรอย หลุมเล็ก หลุมน้อย ชัดเจนขึ้น จนทำให้หลายๆ คนมองไปว่า โซดาไฟกัดพื้นปูน ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่พื้นดูสะอาดขึ้นนั้นสะอาดขึ้นจริงๆ ถ้าไม่รู้วิธี ขั้นตอน การล้างพื้นด้วยโซดาไฟ ลองอ่าน วิธีใช้โซดาไฟล้างพื้น พื้นถนน พื้นทางเดิน เรื่องง่ายๆ แค่เจือจางโซดาไฟ ให้เหมาะสม ทำเองได้ ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องระมัดระวัง เมื่อใช้ให้ถูกวิธี ก็เกิดประโยชน์
สรุปอีกครั้งว่า โซดาไฟ ไม่ทำลายพื้นปูน และไม่ทำลายพื้นกระเบื้อง เช่นเดียวกัน แต่สิ่งสกปรก ที่เกิดจากอินทรีย์วัตถุ เช่น ตะไคร่น้ำต่างๆ ที่สะสมมาใชช่วงหน้าฝน จะถูกกำจัดออกไป เพราะความเป็นด่างสูงๆ ของโซดาไฟ





