หลอดไฟ LED เสีย ดูอย่างไร ตรวจเช็คอย่างไร ยากไหม? ตอบได้ทันทีว่าไม่ยาก ความจริงแล้ว หลอดไฟแสงสว่างที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน และวางขายโดยทั่วไป เป็นหลอดไฟ LED แทบจะทั้งหมด ซึ่งหลอดไฟ LED นี้ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานแทนที่หลอดไส้(สีอบอุ่นแต่ร้อนน่าดู) , หลอดฟลูออเรสเซ็นท์ หรือหลอดนีออน ที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะหลอด LED ใช้พลังงานน้อยลง หรือกินไฟน้อย และอายุการใช้งานจะยาวนานกว่าหลอดนีออน (แต่ถ้าซื้อหลอดไฟ LED ที่เน้นเอาแต่ราคาถูกมากๆ จะคาดหวังอายุการใช้งานนานๆ ไม่ได้นะครับ)

หลอดไฟ LED ที่เราจะพบโดยทั่วไป มีอยู่หลายรูปร่าง หลายลักษณะ บางรุ่น บางแบบ บางชุด และหลอดไฟ LED ชนิดที่นำไปติดกับโคมไฟซาลาเปา แทนที่ของเดิม ซึ่งเป็นหลอดนีออนกลมๆ กำลังนิยมกันมาก และเปลี่ยนกันไปเยอะมากแล้วในปัจจุบัน
ซึ่งหลอดไฟ LED รูปแบบนี้ จะมีจำนวนชิป LED วางอยู่บนแผงอลูมิเนียม เพื่อช่วยในการระบายความร้อนอยู่เป็นจำนวนมาก สำหรับโคมไฟที่ใช้งานมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเรามองเข้าไปที่โคมไฟ ขณะที่เปิดไฟใช้งาน เราอาจจะมองเห็นจุดมืดอยู่บ้าง ซึ่งจุดมืดที่ว่า ก็คือจุดที่หลอด LED เสียหายไปแล้ว ไม่สามารถส่องแสงสว่างได้อีกต่อไป เป็นการสูญเสียแสงเพียงบางส่วน แต่โคมไฟก็ยังให้แสงสว่างได้เกือบจะเหมือนเดิม
ส่วนหลอดไฟ LED ที่มีลักษณะขั้วเป็นเกลียว หรือ E27 จะแตกต่างออกไป จากหลอดไฟ LED แบบกลม โดยเฉพาะหลอดไฟที่กำลังวัตต์ต่ำๆ ซึ่ง LED ภายในหลอด อาจจะมีเพียงแค่ชุดเดียว ต่ออนุกรมกัน เมื่อชิปหลอดไฟ LED ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เสียหายไป ใช้งานไม่ได้ ชิปชิ้นอื่นๆ ก็ไม่สามารถส่องแสงออกมาได้ เพราะลักษณะการต่อชิปแบบอนุกรม หากชิปชิ้นใดชิ้นหนึ่งเสียหาย จะทำให้เส้นทางเดินของกระแสไฟถูกตัดขาด เมื่อหลอดไฟไม่สว่าง จึงสังเกตเห็นได้ง่าย และเชื่อได้ค่อนข้างแน่ใจว่า หลอดไฟเสียแล้ว
หลอดไฟ LED ไม่ติด เท่ากับหลอดไฟเสีย? ส่วนมากจะเป็นแบบนั้น แต่ก็มีอยู่บ้าง ที่มันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากหลอดไฟ แต่เป็นเรื่องของสวิทช์ไฟ หรือสายไฟมีปัญหา ดังนั้น เราจะรู้ได้ว่าหลอดไฟเสียหายแน่ๆ แล้ว ก็ด้วยการวัดด้วยมิเตอร์เท่านั้นครับ ซึ่งวันนี้จะมาสอนวิธีวัดกัน

ก่อนอื่น ให้หยิบเอามัลติมิเตอร์ที่เรามีอยู่ อาจจะมีลักษณะ และรูปร่างที่แตกต่างออกไปจากในภาพ ก็ใช้งานได้ขอให้ถ่าน หรือแบตเตอรี่ไม่หมดก็พอ จากนั้นก็หมุนตัวลูกบิด ไปที่ตำแหน่งดังในภาพ ซึ่งเราเรียกมันว่า โหมดวัดความต้านทาน หรือโอห์ม โหมดนี้ไม่ต้องกลัวไฟช็อตนะครับ เพราะแหล่งจ่ายไฟ ที่ใช้ในการวัด มาจากแบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์เท่านั้น ไม่ดูดเราแน่นอน

นำปลายสายวัดสองเส้น มาจิ้มลงไปในตำแหน่งของหลอดไฟดังในภาพ นั่นก็คือ ก้นหลอดไฟ และเกลียวหลอดไฟ สองเส้น เส้นสีไหนจิ้มไปตำแหน่งไหนก็ได้ สลับกันก็ได้ สำหรับการวัดแบบในวันนี้ แต่ต้องกดให้แน่น ให้ปลายสายจิ้มถูกผิวโลหะแน่นอน

หลอดไฟ LED หลอดที่วัด และอ่านค่าอยู่นี้ เป็นหลอดเก่า ที่เสียหายไปแล้ว ดังนั้นค่าที่อ่านได้บนมิเตอร์คือ O.L นั่นก็คือ ค่าเป็นอินฟินิตี้ วัดอะไรไม่ได้เลย นั่นก็คือ ไม่ครบวงจร เพราะชิปเสียหายไปบางตัว เดี๋ยวมาดูกันอีกที ในรูปท้ายๆ จะแกะให้ดูครับ

สลับมาดูหลอดไฟ LED ที่ยังใหม่อยู่ เพื่อจะเปลี่ยนแทนที่หลอดไฟที่เสียหายไปแล้ว เมื่อใช้ปลายสายวัด จิ้มไปที่ขั้วของหลอดไฟทั้งสองขั้ว คือก้นหลอดไฟ และเกลียวหลอดไฟ ก็จะเห็นตัวเลขปรากฏขึ้นบนหน้าจอของมัลติมิเตอร์ แบบนี้แสดงว่าหลอดไฟหลอดนี้ยังใช้งานได้ครับ (แหงล่ะ เพิ่งจะแกะจากกล่องเมื่อกี้นี้เอง ถ้าพังเสียหายก็แย่สิ เสียยี่ห้อหมด)

ถอยห่างออกมาอีกนิด ดูกันกว้างๆ ดูมือสิ ไม่มีใครช่วยจับ ทำคนเดียว ถ่ายคนเดียว นิ้วมือก็เลยเป็นแบบที่เห็นในภาพ ดีนะที่นิ้วไม่ล็อค ตัวเลขที่แสดงบนมัลติมิเตอร์ ไม่จำเป็นตัวเท่ากับในภาพ จะเป็นค่าใดๆ ก็ตาม ที่ไม่ต่ำจนเกินไป ตัวเลขในภาพนี้ มีหน่วยเป็น เม็กกะโอห์มครับ

กระเทาะเอาโคมพลาสติกกลมๆ ออกแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า ชิปหลอดไฟ ไหม้เสียหายไปแล้วชิ้นนึง ทำให้วงจรไฟฟ้าขาดออกจากกัน หลอดไฟเลยไม่ติด ถ้าเราหาซื้อชิปที่มีขนาดเดียวกันนี้มาเปลี่ยนได้ หลอดไฟเราก็จะกลับมาติด สว่างได้อีกครั้งนึงครับ
หลอดไฟ LED ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำมาแทนที่หลอดไฟ แบบเดิมๆ ที่มีความร้อนเยอะ และแสงสว่างน้อยกว่า พลังงานที่กินเข้าไป เมื่อเทียบกับหลอดไฟ LED ที่กินไฟน้อย ความร้อน(น้อยกว่า) ทำให้ประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟกว่า ถ้าบ้านไหนติดโซล่าเซล แล้วใช้ไฟแบตเตอรี่นี่สบายเลยครับ ชุดนอนนาที่ทำมาขายกันมากมายนั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดี ใช้หลอดไฟ LED กับพัดลมไฟ DC ประหยัดเห็นๆ เลยครับ





